Category สุขภาพ

ข้อหัวไหล่หลุด ภัยที่คุณต้องรู้

ข้อไหล่เป็นข้อที่มีโอกาสหลุดสูงที่สุดในร่างกาย ในสหรัฐอเมริกามีอุบัติการณ์การเกิดภาวะข้อไหล่หลุด 23.9 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โดยมีสาเหตุจากการล้มร้อยละ 58.8 เกิดภายในบริเวณที่พักอาศัยหรือพื้นที่เล่นกีฬาสันทนาการร้อยละ 47.7 ภาวะข้อไหล่หลุดเคลื่อนมาทางด้านหน้า (anterior shoulder dislocations) พบได้บ่อยถึงร้อยละ 90 ของภาวะข้อไหล่หลุดทั้งหมด มีสาเหตุหลักคืออุบัติเหตุ กลไกการเกิดคือ การตกจากที่สูงหรือมีแรงกระทำอย่างรุนแรง ต่อหัวไหล่ขณะอยู่ในท่ากางไหล่และหมุนไหล่ออก (abducted & externally rotated) อัตราการเกิดข้อไหล่หลุดซ้ำหลังการหลุดครั้งแรกพบว่าสูงมากขึ้นในกลุ่มผู้ป่วยที่อายุน้อยลงและมากกว่าร้อยละ 90 – 95 ในกลุ่มผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 19 ปี

อาการของภาวะข้อไหล่หลุด

ภาวะข้อไหล่หลุด คือ ภาวะที่หัวกระดูกข้อไหล่หลุดออกจากเบ้าไหล่ ซึ่งอาจจะหลุดออกทางด้านหน้า ด้านหลัง หรือหลายทิศทาง ผู้ป่วยที่ข้อไหล่หลุดจะมีอาการปวดมาก หัวไหล่ผิดรูป ขยับแขนไม่ได้ ในบางรายอาจมีอาการชาแขนจากการบาดเจ็บของเส้นประสาท คนไข้จะขยับแขนเคลื่อนไหวไม่ได้หรือลำบาก แขนจะอยู่ในท่าที่ผิดปกติ ร่วมกับอาการปวดที่รุนแรง ไม่สามารถใช้งานแขนด้านนั้ได้ และอาจเป็นอันตรายอย่างมากได้ ถ้าเกิดการหลุดขึ้นในขณะดำเนินกิจกรรมที่ต้องทำต่อเนื่องเช่นขับขี่ยานพาหนะหรือควบคุมเครื่องจักรกล

สาเหตุภาวะข้อไหล่หลุด

สาเหตุของภาวะข้อไหล่หลุดส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุ หกล้มหรือเล่นกีฬาดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อข้อไหล่ถูกกระแทกอย่างแรง หรือถูกฉุดแขนโดยแรง จะทำให้หัวกระดูกหลุดออกมานอกเบ้า หรือบางรายเกิดจากพันธุกรรมที่เส้นเอ็นและผนังหุ้มรอบข้อหลวมไปทำให้ข้อหลุดออกมาได้เช่นกัน นักกีฬาที่เล่นกีฬาปะทะเช่นฟุตบอล หรือกีฬาที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวข้อไหล่สูงเช่นบาสเกตบอล ว่ายน้ำ หรือนักยิมนาสติกจะมีโอกาสข้อไหล่หลุดสูงขึ้น มักพบหลุดออกมาอยู่ทางด้านหน้าของร่างกายมากกว่าไปทางด้านหลัง

การรักษาภาวะข้อไหล่หลุด

ข้อไหล่หลุดจัดเป็นหนึ่งในภาวะเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษาทันที ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ควรพึ่งการประคบเย็น โดยใช้น้ำแข็งผสมน้ำห่อผ้ามาประคบครั้งละ 5-10นาที ทุก1-2 ชั่วโมง ร่วมกับการประคองข้อไหล่ให้อยู่นิ่งเพื่อลดอาการเจ็บปวดและรีบมาพบแพทย์ ภายหลังจากผู้ป่วยได้ยาระงับปวดแล้วแพทย์จะดึงข้อให้เข้าที่ จากนั้นให้ใส่อุปกรณ์พยุงแขน โดยเฉพาะผู้ที่ข้อหลุดครั้งแรกควรให้ข้อไหล่อยู่นิ่งๆ ประมาณ 3 สัปดาห์ โดยช่วง 2-3 วันแรกใช้การประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการปวดได้ จากนั้นให้ทำกายภาพบำบัด และบริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อไหล่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่

ปัญหาที่พบบ่อยคือ การหลุดซ้ำ เป็นเพราะเส้นเอ็นภายในหัวไหล่มีการฉีกขาด บางรายเพียงถูกกระแทกเบาๆ ขณะโหนรถเมล์ หรือนอนยกแขนก่ายหน้าผาก ข้อไหล่ก็หลุดแล้ว สำหรับผู้ป่วยที่ข้อไหล่หลุดซ้ำบ่อยๆ การผ่าตัดสามารถช่วยได้ โดยแพทย์จะทำการซ่อมเส้นเอ็นที่ฉีกขาดให้ยึดติดกับกระดูกอย่างเดิม เพื่อป้องกันการหลุดซ้ำ

การผ่าตัดรักษาข้อไหล่หลุด

การผ่าตัดรักษาข้อไหล่หลุดทำได้หลายวิธี ในปัจจุบันมีการพัฒนาของเครื่องมือเทคนิคการผ่าตัด การผ่าตัดผ่านกล้องส่องข้อได้รับความนิยมมากขึ้นและได้ผลดีมาก เพราะข้อไหล่เป็นข้อที่อยู่ลึก การผ่าตัดโดยวิธีเปิดจะต้องแหวกผ่านกล้ามเนื้อหลายชั้น แผลผ่าตัดจะค่อนข้างใหญ่ ส่วนการส่องกล้องจะเป็นการเจาะรู แผลผ่าตัดเล็ก มีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อย ผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

การผ่าตัดผ่านกล้องส่องข้อ

ภาวะข้อไหล่หลุดนอกจากจะมีพยาธิสภาพของเยื่อหุ้มข้อยืดหรือฉีกขาดแล้ว ยังพบพยาธิสภาพอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น เยื่อหุ้มข้อฉีกจากกระดูกต้นแขน ขอบกระดูกเบ้าด้านหน้าแตก หรือเส้นเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ฉีกขาดบางส่วน ดังนั้น การรักษาภาวะข้อไหล่หลุดโดยใช้กล้องส่องข้อ จึงมีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากการตรวจด้วยกล้องส่องข้อ ทำให้แพทย์สามารถเห็นพยาธิสภาพต่างๆ เหล่านี้ได้ชัดเจน รวมทั้งยังสามารถรักษาโดยการเย็บซ่อมผ่านทางกล้องส่องข้อ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาโดยวิธีผ่าตัดแบบเปิด อาจจะไม่เห็นพยาธิสภาพดังกล่าว หรือเห็นแต่ไม่สามารถเย็บซ่อมหรือแก้ไขได้ดี เนื่องจากการผ่าตัดแบบเปิด แพทย์จะเปิดแผลผ่าตัดเข้าไปในข้อไหล่ได้ในทิศทางเดียว คือ ด้านหน้าหรือด้านหลัง ฉะนั้น พยาธิสภาพที่เกิดร่วมกัน หากอยู่ด้านตรงข้ามก็จะแก้ไขได้ยาก

นอกจากนี้ การใช้กล้องส่องข้อยังมีประโยชน์ในคนไข้ที่ข้อไหล่หลวมและมีอาการปวดร่วมด้วย ตรวจร่างกายพบมีภาวะข้อไหล่เลื่อนแต่ไม่ถึงกับหลุด เมื่อทำการรักษาโดยกายภาพบำบัดระยะหนึ่งแล้วอาการไม่ดีขึ้น สามารถรักษาโดยใช้กล้องส่องข้อเข้าไปเย็บซ่อมเยื่อหุ้มข้อที่ยืด รวมถึงแก้ไขพยาธิสภาพอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วยได้

ปัจจุบัน การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องข้อได้พัฒนาขึ้นมาก ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นจนใกล้เคียงกับการผ่าตัดแบบเปิด และทำให้มีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อบริเวณผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว การเคลื่อนไหวของข้อไหล่กลับมาใกล้เคียงปกติ สามารถกลับไปใช้งานหรือเล่นกีฬาได้ดังเดิม โดยมีผลข้างเคียงน้อย จึงมีแนวโน้มว่า ผู้ป่วยข้อไหล่หลุดหรือหลวม จะได้รับการรักษาโดยวิธีการใหม่นี้มากขึ้นกว่าในอดีต การปล่อยให้ข้อไหล่ที่มีพยาธิสภาพไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดความเสียหายต่อหัวกระดูกไหล่ เบ้ากระดูก และเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงมากขึ้น คนไข้ดังกล่าวจึงควรได้รับการผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องข้อ ทั้งนี้ ผลการผ่าตัดจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความชำนาญของแพทย์รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพหลังผ่าตัด ความพร้อมของเครื่องมือ และความร่วมมือของผู้ป่วยเอง

พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพที่ส่งผลเทียบเท่าสูบบุหรี่

โทษของบุหรี่ อันตรายแค่ไหนเชื่อว่าคงพอรู้กันบ้างอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะพฤติกรรมที่เราทำกันจนชินอย่าง 6 ข้อนี้ ก็เสี่ยงต่อสุขภาพได้เทียบเท่าการสูบบุหรี่แม้จะไม่เคยสูบสักมวน !

ควันบุหรี่มือสองที่ว่าอันตรายพอ ๆ กับสิงห์อมควัน ยังไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ทำลายสุขภาพเราได้หรอกนะคะ แต่ยังมีพฤติกรรมที่ถ้าบอกไปหลายคนคงนึกตกใจกันบ้างว่า 6 ความเคยชินเหล่านี้น่ะเหรอที่ทำร้ายสุขภาพเราได้เทียบเท่าการสูบบุหรี่ !

1. นั่งทั้งวัน

สถาบัน Alberta Health Services-Cancer Care ประเทศแคนาดา เผยว่า การนั่งอยู่กับที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน อย่างการนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือการขับรถทางไกล ก็ทำลายสุขภาพเราได้หลายต่อ ทั้งโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด โดยมีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคนี้เฉลี่ยปีละเกือบ 160,000 ราย คำนวณแล้วก็พบว่าความเสี่ยงโรคมะเร็งดังกล่าวถือเป็น 2 ใน 3 ของความเสี่ยงโรคมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่เลยทีเดียว

ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ห่างไกลจากโรคมะเร็งทั้งหลาย เราก็ควรลุกยืดเส้นยืดสายบ่อย ๆ หรือลองนั่งทำงานบนลูกบอลโยคะ บนบาร์ที่ต้องยืนทำงานดูบ้างก็ได้

2. บริโภคเนื้อสัตว์และอาหารประเภทไขมันมากเกินไป

เนื้อสัตว์อุดมไปด้วยโปรตีนก็จริง แต่โปรตีนเหล่านี้มี IGF-1 ฮอร์โมนที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งได้ และผลการศึกษาจาก University of Southern California ก็พบว่า คนที่รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในช่วงวัยกลางคน จะมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่ค่อยได้รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า และความเสี่ยงนี้ก็เทียบเท่ากับคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำเลยด้วย

ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง นักวิจัยแนะนำให้ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง แล้วหันมารับโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วหรือเต้าหู้เแทน หรืออย่างน้อยควรรับประทานผักและผลไม้ให้ได้ทุกมื้อ แค่นี้ก็จะช่วยลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อไปได้บ้าง

3. ทำอาหารด้วยแก๊ส

ผลการศึกษาจาก Environmental Health Perspectives เมื่อปี 2013 พบว่า ผู้ที่ทำอาหารด้วยเตาแก๊สเป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ไม่ต่างจากควันบุหรี่มือสอง เนื่องจากแก๊สธรรมชาติเหล่านี้ประกอบไปด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และฟอร์มาดีไฮด์ ซึ่งทุกครั้งที่เราประกอบอาหาร เราก็มีโอกาสจะสูดดมสารอันตรายเหล่านี้เข้าไปด้วยนั่นเอง

ทว่าหากจะลดความเสี่ยงก็ไม่ยาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดเครื่องดูดควัน ซึ่งจะช่วยดูดเอาสารพิษจากการแก๊สออกไปได้พอสมควร และหากเป็นไปได้ ควรทำอาหารในที่โล่ง โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วยนะคะ

4. ใช้น้ำมันผิดประเภท

แม้จะประกอบอาหารด้วยเตาไฟฟ้าก็ใช่ว่าจะรอด เพราะหากคุณยังใช้น้ำมันประกอบอาหารผิดประเภทอยู่ละก็ ความเสี่ยงต่อโรคภัยชนิดเดียวกับโทษของบุหรี่ก็อาจมาเยือนได้ เนื่องจากผลการศึกษาในแวดวงร้านอาหารและแวดวงห้องครัวพบว่า เมื่อนำน้ำมันถั่วเหลืองมาใช้ทอดอาหารและตั้งน้ำมันด้วยอุณหภูมิที่ร้อนจัด อาจนำมาซึ่งสารอัลดีไฮด์ และสารพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่พบในมวนบุหรี่ !

ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมอนามัยและกระทรวงสาธารณสุขยังแนะนำมาด้วยว่า เราควรเลือกน้ำมันสำหรับปรุงอาหารให้ถูกประเภท โดยอาหารประเภททอด ต้องใช้ความร้อนสูง ควรใช้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันหมู ซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ไม่ทำให้เหม็นหืด และไม่มีความหนืดจากสารโพลีเมอร์อย่างน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงอย่างน้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันมะกอก เป็นต้น

ส่วนอาหารประเภทผัดหรือทำสลัด ควรใช้น้ำมันที่มีกรดไม่อิ่มตัวสูง อย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันอะโวคาโด ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษที่จะเกิดขึ้นจากการประกอบอาหารด้วยน้ำมันผิดประเภทแล้ว การใช้น้ำมันถูกประเภทอาหารยังช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้นได้ด้วยนะคะ อย่างไรก็ตามการทานไขมันมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้นควรทานในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกทานน้ำมันให้หลากหลาย อย่าบริโภคน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป

อ้อ ! และทางที่ดีควรติดตั้งเครื่องดูดควันเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากควันและไอน้ำมันอีกทางด้วยล่ะ

5. นอนไม่พอ

การนอนไม่พอหรือนอนไม่หลับเรื้อรังนำมาซึ่งความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคสโตรก ความดันเลือดสูง โรคอ้วน และโรคเรื้อรังอื่น ๆ นอกจากนี้ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งยังเผยว่า ภาวะนอนไม่หลับพบได้บ่อยในกลุ่มสิงห์อมคว%

ออกกำลังกายอย่างหนัก สุขภาพแย่ลง

สัญญาณอันตราย เมื่อคุณออกกำลังกาย “มากเกินไป”

1. รู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า

2. ภูมิคุ้มกันลดลง จากการใช้พลังงานในร่างกายมากเกินไป และพักผ่อนไม่เพียงพอ

3. อารมณ์ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบาน เพราะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่จำเป็น “ต้องทำ” และกดดันตัวเองให้ทำ มากกว่าจะมองว่าเป็นการผ่อนคลาย

4. นอนไม่หลับ มีเรื่องให้คิด หรือจิตใจไม่สงบ ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา

5. อารมณ์แปรปรวน ไม่มั่นคง หงุดหงิดงุ่นง่านมากขึ้น

6. ปวดเมื่อย ทรมานไปทั้งตัว หรือเฉพาะส่วนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก และส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บ ไม่ได้รับการเยียวยารักษา หรือซ่อมแซม

7. กระหายน้ำมากผิดปกติ เหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเป็นลมหมดสติ

 


โทษของการออกกำลังกายมากเกินไป

1. ร่างกายมีความผิดปกติ เจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือหยุดการเจริญเติบโต

2. รูปร่างภายนอกดูดี แต่ระบบร่างกายภายในกลับรวน เช่น ประจำเดือนขาด มาไม่สม่ำเสมอ อวัยวะภายในร่างกายทำงานมากผิดปกติ

3. ในกรณีที่ทานโปรตีน หรือเวย์โปรตีนควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย หากไม่ควบคุมสารอาหารให้มีความสมดุล อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร รับโปรตีนมากเกินไป ส่งผลให้ตับ และไตทำงานหนัก

4. กล้ามเนื้อบริเวณที่ออกกำลังกายอาจเกิดอาการบาดเจ็บ หากไม่หยุดทำการรักษา อาจถึงขั้นพิการ และใช้งานไม่ได้ตลอดชีวิต เช่น กล้ามเนื้อหัวไหล่ นิ้วมือ เข่า ข้อศอก ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย ฯลฯ

5. หากไม่ได้ตรวจร่างกายก่อนออกกำลังกาย และเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้มีความผิดปกติ หรือโรคภัยอะไรร้ายแรง แล้วหักโหมออกกำลังกายอย่างหนัก อาจเป็นการกระตุ้นให้โรคนั้นๆ กำเริบเร็วขึ้น เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

ดังนั้น เราควรออกกำลังกายแต่พอดี ในระดับที่เหมาะสมกับร่างกายของเรา วัยของเรา นอกจากนี้ยังต้องทานอาหารให้ครบหมู่ อย่าทานแต่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลานานๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย

สุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อจะได้มีแรง และพลังงานมาใช้ในการออกกำลังกายต่อไป หากเกิดอาการผิดปกติเมื่อไร ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที เท่านี้คุณก็ออกกำลังกายอย่างมีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริงแล้วล่ะค่ะ

ตาแห้ง ใครว่าเรื่องเล็ก โรคจากการทำงาน

 โรคตาแห้งเป็นอีกหนึ่งภาวะที่คนปัจจุบันประสบเป็นจำนวนมาก มีสาเหตุหลักมาจากการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการระคายเคืองดวงตารวมไปถึงการเกิดโรคตาแห้งที่อาจส่งผลเสียได้มากกว่าที่คิด

โรคตาแห้ง มีอาการแสดงคือระคายเคืองตาเหมือนมีเศษผงอยู่ในดวงตา รู้สึกแสบตาง่ายโดยเฉพาะเมื่อมีลมพัดเข้าสู่ดวงตา หรือเมื่ออยู่ในห้องแอร์จะรู้สึกได้ว่าดวงตาแห้งและรู้สึกดีเมื่อกระพริบตา หรือการอ่านหนังสือ การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้แล้วผ่านไปสักระยะจะรู้สึกว่าตาเบลอ ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอาการที่บ่งบอกถึงโรคตาแห้ง

สาเหตุของโรคตาแห้ง ได้แก่ การใช้สายตาระยะใกล้ อย่างการจ้องจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานหรือการอ่านหนังสือต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในตัวบุคคล เช่น เพศ โดยพบว่าเพศหญิงเป็นมากกว่าเพศชาย, อายุ ที่พบว่าเมื่อเข้าสู่อายุ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการเกิดโรคตาแห้งสูงกว่าวัยอื่น, การมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคความดันโลหิตสูง ที่ต้องมีการทานยาขับปัสสาวะและส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดตาแห้ง หรือผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ต้องทานยาบางตัวที่ส่งผลข้างเคียงเช่นกัน

ในทางพฤติกรรมของการใช้สายตาระยะใกล้ มักทำให้มีการกระพริบตาน้อยลงถึง 3 เท่ากว่าภาวะปกติ ซึ่งโดยปกติคนเราจะกระพริบตา 8-12 ครั้งต่อนาที สำหรับการใช้สายตาระยะใกล้ซึ่งเป็นการตั้งใจมากเกินไปและเกิดการเพ่งมอง จะส่งผลให้น้ำตาระเหยออกโดยไม่ได้รับการทดแทน ส่งผลให้ดวงตาขาดความชุ่มชื้นและเกิดปัญหาตาแห้งตามมา นอกจากนี้ในบางรายอาจเกิดจากการศัลยกรรมบริเวณหนังตาหรือเปลือกตา รวมถึงการใช้ขนตาปลอม ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดตาแห้งได้เช่นกัน

โดยปกติคนทั่วไปจะมีต่อมน้ำตาที่บริเวณด้านบนของคิ้ว ทำหน้าที่ผลิตส่วนประกอบของน้ำตาที่เป็นส่วนของน้ำเพื่อมาหล่อเลี้ยงดวงตาให้เกิดความชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังมีต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาที่ผลิตไขมันออกมาซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำตาเช่นกัน โดยไขมันจะทำหน้าที่ป้องกันการระเหยของน้ำตา ทำให้น้ำตาหล่อเลี้ยงดวงตาได้ยาวนานขึ้น โดยทั้งส่วนของน้ำและไขมันคือองค์ประกอบที่ทำให้น้ำตามีคุณภาพดี ช่วยป้องกันโรคตาแห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ในคนที่ทำศัลยกรรมบริเวณหนังตา เช่น ผ่าตัดทำตาสองชั้น มักเกิดปัญหาตาแห้งตามมา เนื่องจากได้มีการทำลายต่อมไขมันที่เปลือกตา ทำให้น้ำตาระเหยได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีไขมันที่ทำหน้าที่ป้องกันการระเหย บางครั้งยังเกิดการหลับตาที่ไม่สนิท เพราะแผลผ่าตัดยังมีอาการบวม จึงทำให้ 6 เดือนแรกหลังผ่าตัดทำตามักมีอาการตาแห้ง นอกจากนี้การติดขนตาปลอมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน สืบเนื่องมาจากการใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดกาวติดขนตา ที่มีส่วนทำให้ตาแห้ง และทำให้ไขมันอุดตันได้ง่าย

กลุ่มอาการจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ DES ที่เกี่ยวข้องกับโรคตาแห้ง เนื่องจากการทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นการใช้สายตาระยะใกล้ถึงระยะกลาง ซึ่งมักใช้สมาธิและความตั้งใจสูง ส่งผลให้เกิดการเพ่งมอง พฤติกรรมนี้มักทำให้เกิดปัญหาการกระพริบตาน้อยลงตามมา บวกกับการทำงานในห้องแอร์ ซึ่งมีสภาพอากาศที่แห้ง ประกอบกับแสงจ้าจากคอมพิวเตอร์ คือสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลให้ตาแห้งได้ง่าย โดยเฉพาะการทำงานติดต่อกัน 2 ชั่วโมงเป็นต้นไปโดยไม่พักเลย จะ ส่งผลให้เกิดตาแห้งได้ง่ายมาก หากปล่อยไว้ไม่ดูแล จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุตา มีอาการตาแดงแสดงออกมา และถ้าหากตาแห้งมาก ๆ กระจกตาสามารถถลอกได้หรือเป็นแผล ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

การรักษาคือการปรับพฤติกรรมการใช้สายตาให้เหมาะสมร่วมกันการใช้น้ำตาเทียมหยอดตา ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำและไขมัน อาจใช้แว่นกอกเกิลส์เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำตาร่วมด้วยโดยเฉพาะในผู้ที่อยู่กับลมแรง เช่นคนที่ทำงานขับขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของทั้งวัน เป็นต้น

การใช้น้ำตาเทียมเพื่อหยอดตาสามารถใช้งานได้ในทุก 1-2 ชั่วโมง เมื่อเกิดอาการตาแห้งระหว่างทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานานและกิจกรรมอื่นๆ หากในเวลาปกติที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรในการใช้สายตาระยะใกล้สามารถหยอดได้ทุก 4-6 ชั่วโมง หรือหยอดตามอาการเมื่อรู้สึกว่าตาแห้ง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำตาเทียมด้วย

น้ำตาเทียมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่มีสารกันเสียและชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย หากเป็นชนิดที่ไม่มีสารกันเสียสามารถหยอดได้ตามความต้องการหรือทุกครั้งที่มีอาการตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น แต่ถ้าหากเป็นชนิดที่มีสารกันเสีย ไม่ควรหยอดบ่อยเกินไป คือภายใน 4 ชั่วโมงไม่ควรหยอดเกิน 1 ครั้ง หรือไม่ควรหยอดเกินวันละ 4-6 ครั้ง

วิธีป้องกันโรคตาแห้งสำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ คือจัดตารางเวลาเพื่อพักสายตาทุก 1-2 ชั่วโมง โดยในแต่ละครั้งให้พักประมาณ 5 นาที โดยการหลับตาหรือมองไปที่ไกลๆ เพราะการมองระยะใกล้จะทำให้เกิดการเกร็งของสายตา แต่การมองระยะไกลจะเป็นการผ่อนคลาย สำหรับระยะที่เหมาะสมสำหรับการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์คือควรเว้นระยะห่างระหว่างดวงตากับหน้าจอประมาณ 20-24 นิ้ว และควรใช้งานคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดหน้าจอไม่เล็กจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการเพ่ง หน้าจอที่เหมาะสมคือ 19 นิ้วขึ้นไป อาจเพิ่มเติมด้วยการติดแผ่นกรองแสงที่หน้าจอ หรือสวมแว่นตาที่ช่วยลดการกระเจิงแสงหรือลดแสงสีฟ้า ช่วยถนอมสายตาได้ในระดับหนึ่ง