Archive 2020

ปัญหาการได้ยินในผู้สูงอายุ 

      คนเราทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น การทำงานของร่างกายก็จะเสื่อมถอยลง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องการมองเห็น ปัญหากล้ามเนื้อจะค่อยลีบลง ปัญหาเรื่องการกระดูกที่พบว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุนกันเยอะ ปัญหาโรคหัวใจ ปัญหาหาผิวหนังแห้งง่ายหรือแม้แต่ปัญหาการได้ยิน อย่างที่คนมักจะชอบพูดกันว่าเมื่อแก่ตัวแล้วทุกอย่างก็จะหย่อนยานไปหมด เหลืออยู่อย่างเดียวที่เท่านั้นที่ตึง นั่นก็คือหู  การหูตึงในคนแก่นั้นไม่ได้หมายถึงผิวหนังที่เต่งตึงแต่หมายถึงประสิทธิภาพการรับฟังเสียงของคนสูงอายุจะลดลง

จะได้ยินเสียงเบาหรือบางครั้งไม่ได้ยินเลย ดังนั้นหลายครั้งที่จะเห็นคนสูงอายุเวลาดูทีวีจะมีการเปิดเสียงที่ดังมากๆ สำหรับนิยามของคำว่าผู้สูงอายุนั้นจะหมายถึงคนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หากมีอายุที่มากขึ้นย่อมประสบกับปัญหาการได้ยินกันทุกคน แต่รู้หรือไม่ว่าการปล่อยที่ผู้สูงอายุมีปัญหาด้านการได้ยินนั้น ไม่ใช่แค่จะมีปัญหาเรื่องการพูดคุยสื่อสารกันเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องของสุขภาพอื่นๆตามมามากมายอีกด้วย

อย่างแรกที่เราจะพบเลยหากผู้สูงอายุเริ่มที่จะไม่ได้ยิน พวกท่านจะเริ่มตีตัวออกจากสังคม จะชอบอยู่คนเดียวเพราะพวกท่านจะพบปัญหาว่าเมื่อท่านคุยกับใครแล้ว ท่านจะไม่ค่อยได้ยินและคนอื่นก็จะไม่อยากคุยกับพวกท่านเพราะบางครั้งการที่เราต้องตะโกนคุยกับคนที่มีปัญหาทางหูก็จะทำให้เรามีอารมณ์หงุดหงิดและไปพาลใส่พวกท่านได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ผู้สูงอายุที่รับรู้ว่าตัวเองมีปัญหาด้านการได้ยินจึงไม่ค่อยอยากจะคุยกับใคร ชอบออกมาอยู่คนเดียว

และเมื่อไม่มีสังคมให้พูดคุย ผลที่ตามมาอีกก็คือจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือมีปัญหาด้านสุขภาพจิต มีหลายรายที่เมื่อเป็นโรคซึมเศร้าแล้วก็จะมีการพยายามฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าลูกหลาน คนในครอบครัวไม่รัก และหากสมองไม่มีการพัฒนา ไม่มีการถูกกระตุ้นด้วยเสียงบ่อยๆนานไปเข้าก็จะทำให้เป็นโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้อีกด้วย  

          จะเห็นได้ว่าแค่ปัญหาเรื่องของการได้ยินเพียงอย่างเดียวสามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับผู้สูงอายุได้อีกมากมาย ดังนั้นเราควรมีการดูแลและใส่ใจ หากท่านมีปัญหาด้านการได้ยินควรพาท่านไปปรึกษาแพทย์เพราะปัจจุบันมีเครื่องช่วยฟังที่สามารถช่วยให้พวกท่านได้สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ และมีความสุขในราคาที่ไม่แพง 

 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ประโยชน์ของข้าวแต่ละชนิด

ทุกคนในที่นี้ไม่มีใครไม่เคยทานข้าวกันหรอกใช่ไหม แน่นอน นั้นเป็นเพราะว่าข้าวเป็นอาหารจานหลักที่อยู่กับคนไทยมาแต่นานแล้ว รวมไปถึงการที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศเป็นอันดับต้นๆอีกด้วย ในชีวิตประจำวันของเรานั้น ข้าวที่หลายคนทานกันอย่างมากและเป็นที่นิยมนั้นก็คือ ข้าวขาว เราจะพบว่าข้าวขาวถูกนำมาใช้รับประทานกันเป็นหมู่มากเนื่องจากมีราคาถูกและหาทานได้ง่ายกว่าข้าวชนิดอื่นๆ ซึ่งในประเทศไทยเรานั้นไม่มีแต่ข้าวขาวเพียงเท่านั้น ยังมีข้าวอีกหลากหลายสายพันธุ์เลยที แต่หลายคนมักจะบอกว่า ทานข้าวแบบไหนก็เหมือนกันนั้นแหละ ซึ่งจริงๆแล้วนั้นไม่เป็นความจริง เพราะข้าวแต่ละชนิดนั้นมีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ทางความอร่อย และคุณค่าทางโภชนาการ แต่ข้าวแต่ละชนิดจะมีอะไรบ้างนั้นมีดังนี้

ข้าวขาว หรือข้าวหอมมะลิ  เป็นข้าวที่ผ่านขัดสีออกไปค่อนข้างมาก มากที่สุดถ้าหากเปรียบเทียบกับชนิดอื่นๆทั้งหมด ซึ่งเหตุนี้จึงทำให้คุณประโยชน์ในข้าวขาวนั้นหายไป คงเหลือแค่เพียงคาร์โบไฮเดรตที่สูงถึง 71-77% ช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกาย และยังมีวิตามินB1 ที่ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา กับ วิตามินB2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ถึงแม้ว่าข้าวชนิดนี้จะถูกขัดสีออกไปมาก แต่ก็ยังถือว่าเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะการทานง่าย และนุ่มของเมล็ดข้าว

ข้าวกล้อง เป็นข้าวที่นำเปลือกออกแต่ยังมีจมูกข้าวและเยื้อหุ้มเมล็ดอยู่ ข้าวกล้องจึงมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ที่อุดมไปด้วยประโยชน์จากแร่ธาตุและวิตามินหลากหลายชนิด เช่น วิตามินB1 แคลเซียม โฟเลต ธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส ที่จะช่วยในการทำให้กระดูกและฟันมีความแข็งแรง ป้องกันโรคโลหิตจาง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เป็นต้น ข้าวกล้องถือว่าเป็นข้าวอีกชนิดที่ยอดฮิตในกลุ่มคนที่ต้องการลดหุ่นหรือลดน้ำหนัก เพราะเป็นข้าวที่มีดัชนีมวลของน้ำตาลน้อย มีใยอาหารสูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานเป็นอย่างมาก

ข้าวหอมนิล  เป็นข้าวที่มีลักษณะเรียวยาว มีสีที่ออกไปทางสีดำไม่ก็สีม่วงเข้ม มีกลิ่นที่หอมเป็นเอกลักษณ์โดยมีความแตกต่างจากข้าวชนิดอื่นๆ ซึ่งในข้าวหอมนิลมี แอนโทไซยานิน ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคมะเร็ง ได้ดีกว่าการทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ถึง 3 เท่า และยังมีธาตุเหล็กที่ร่างกายนั้นสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงโลหิตและการทำงานของระบบประสาท

ข้าวแดง เป็นข้าวที่มีเยื้อหุ้มเมล็ดเป็นสีแดง มีหลายสายพันธุ์อย่างเช่น ข้าวมันปู ข้าวสังข์หยด เป็นต้น ซึ่งในสายพันธุ์ข้าวมันปูนั้นมีมีสารแคโรทีน มีคุณสมบัติเป็นโปรวิตามินสูงกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา สุขภาพผิว และยังช่วยในการชะลอความอ่อนวัยอีกด้วย อีกสายพันธุ์คือ ข้าวสังข์หยด ที่ความอ่อนนุ่ม ทานง่าย อุดมไปด้วยธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส ที่มีส่วนช่วยการบำรุงโลหิต และในข้าวแดงทุกสายพันธุ์พันธุ์นั้นมีวิตามินB3 ที่จะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี สามารถลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวดีๆจาก  ติดเชื้อ HIVหายได้ไหม

หักโหมงานหนักมากเกินไปเสี่ยงเป็นโรคได้นะ

6 โรคที่จะมาเยือนคุณหักโหมงานหนักมากเกินไป 

              ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้หลายครอบครัวต้องทำงานอย่างหนักไม่ค่อยได้พักผ่อน เพราะต้องหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเองและคนในครอบครัว บางคนต้องทำงานเข้ากะ พักผ่อนไม่เป็นเวลา บางคนต้องทำงานโอทีจนดึกดื่นซึ่งสังคมไทยปัจจุบันหากมีการสำรวจจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ทุกคนมีแต่การเร่งรีบที่จะไปทำงานตื่นเช้ามาก็ไปทำงานเลิกงานกว่าจะได้กลับมาพักผ่อนที่บ้านก็ค่ำมืดเพราะสถานะรถที่ติดกันยาวเหยียดในแต่ละวันทำให้คนที่ทำงานมักจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนซึ่งหากยังพักผ่อนน้อยและโหมงานมมากเกิดไปแบบนี้จะส่งผลต่อร่างกายของเราเองอย่างมาก

มาดูกันว่ามีโรคอะไรบ้างที่จะมาเยือนคุณ หากคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ 

 

1.สำหรับโรคแรกเป็นโรคยอดฮิตคนของทำงานเลยก็ว่าได้ นั่นคือโรค ออฟฟิศซินโดรม สาเหตุนั่นก็เพราะคนส่วนใหญ่มักจะนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไป เรียกได้ว่าก้นแช่อยู่กับเก้าอี้แทบจะไม่ได้เดินออกไปไหน เพื่อขยับร่างกายเลย ดังนั้นเมื่อเราไม่ได้ขยับร่างกายจึงทำให้กล้ามเนื้อของเรามีอาการตึงซึ่งจะนำมาซึ่งอาการอักเสบของกล้ามเนื้อ

 

2.การที่เราทำงานหนัก ร่างกายไม่ได้พักผ่อนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้เราป่วยงาน ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราอ่อนแอลง อาการเบื้องต้นจะมีอาการเจ็บป่วยของโรคหวัด มีเจ็บคอ น้ำมูกไหล สืบเนื่องมาจากเราโหมทำงานหนักมากเกินไปทำให้ร่างกายของเราอ่อนล้า

 

3.และที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่โหมทำงานหนักจนไม่ได้พักผ่อนก็คือ อาการป่วยเป็นโรคไมเกรน อาจจะเพราะการที่เราทำงานหนักจะส่งผลให้ร่างกายของเราตึงเครียดทั้งกล้ามเนื้อของร่างกายและกล้ามเนื้อสมองจึงเป็นที่มาของโรคไมเกรนก็เป็นได้ 

 

4.อีกโรคที่ขาดไม่ได้คือ โรคอ้วน สำหรับคนที่นั่งทำงานนานๆแทบจะตลอดเวลา ร่างกายไม่ค่อยได้ขยับเขยื้อนทำให้ระบบเผาผลาญได้ทำงานน้อยลงไปด้วย จึงเป็นที่มาของโรคอ้วน เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนกับคนที่เป็นโรคนี้เพราะคนที่เป็นโรคอ้วนมักจะไม่ค่อยขยับตัวไปไหน เอาแต่นั่งหน้าคอมตลอดเวลาทำให้อ้วนในที่สุด 

 

5.และเมื่อเราเครียดหนักมากๆมักจะทำให้ความเครียดลามไปที่กระเพาะหรือที่เรียกว่าความเครียดลงกระเพาะ ซึ่งหากเราเป็นโรคนี้จะทำให้เรามีอาการคล้ายคนเป็นโรคกระเพาะจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนตรงกระเพาะอาหารทำให้เราทรมานมาก

 

6.และโรคสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะคนที่ทำงานหนักมักจะลืมไปเข้าห้องน้ำเมื่อปวดฉี่เพราะจะคิดว่ายังทำงานไม่เสร็จเดี๋ยวค่อยไป นานวันเข้าจึงเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

 

สนับสนุนโดย ชุดตรวจ hiv

นอนไม่หลับเพราะอะไร

มั่นใจว่าทุกคนนั้นอาจจะจำต้องเคยประสบพบปัญหาว่า “เอ่อ นอนไม่หลับ วันพรุ่งจำต้องไปดำเนินการยามเช้าด้วยสิ” เพราะว่านอกเหนือจากการนอนไม่หลับจะมีผลต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเกิดเรื่อง แก่ง่ายลง หรือเรื่องริ้วรอย ไปจนกระทั่งการทำงานในวันถัดไปเพราะว่าพักน้อยเกินไป ซึ่งพวกเรามีเทคนิคจาก Tech Insider รวมทั้งแมทธิว วอลเกอร์ อาวุธจารจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย เบิร์คลีย์ มาฝากกัน

1. นอนห้องเย็นๆ

เคยสงสัยมั้ยว่า เพราะเหตุไรพวกเราถึงรู้สึกง่วงเวลาอยู่ในศูนย์การแสดง หรือโรงภาพยนต์ เพราะว่าร่างกายควรต้องลดอุณหภูมิในตัวลงไปราวๆ 2-3 องศา เพื่อสมองรู้สึกต้องการจะนอนมากขึ้น แล้วก็เนื่องจากโรงภาพยนต์จำนวนมากจะเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นนั่นเอง

2. นอนให้ตรงเวลา

น่าจะเป็นข้อเสนอที่รู้กันมาอย่างเป็นเวลายาวนานแล้ว และไม่ว่าจะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ควรนอนให้ตรงเวลาเสมือนตอนวันปกติ และแม้ว่าจะนอนไม่ค่อยหลับ ก็ควรตื่นมาให้ตามกำหนดทุกวี่วัน เพื่อทำ “รีเซ็ต” ร่างกายใหม่แล้วก็กลับไปนอนในเวลาเดิม

3. ถ้าเกิดนอนไม่หลับนานๆ อย่านอนคาอยู่บนที่นอน

ถ้าหากพวกเรามุ่งมั่นที่จะนอนให้หลับ แม้กระนั้นไม่หลับ ก็จะกลายเป็นเหมือนเรานอนกลิ้งอยู่บนเตียง ซึ่งหลายคนบางครั้งอาจจะมีความคิดว่า “สักครู่ก็หลับ” แม้กระนั้นถ้าหากผ่านไป 20 กว่านาที แล้วยังไม่หลับ มีข้อเสนอแนะว่า ควรลุกออกมาจากเตียงไปนั่งพักผ่อนอีกห้องหนึ่งซะ เนื่องจากยิ่งถ้าเกิดอยู่บนเตียง สมองจะเริ่มกระทำจับคู่ “การตื่น” กับ “เตียง” และก็จะยิ่งทำให้ไม่หลับเข้าไปอีก

ทางที่ดีควรจะออกไปนั่งห้องอื่น หาหนังสือมานั่งอ่านไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเปิดไฟมาก เพียงแค่สลัวๆ ก็พอเพียงแล้ว รวมทั้งอย่าเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือดูโทรทัศน์ หรือหาอะไรมารับประทาน เพราะว่ามันจะไม่ช่วยทำให้หลับหรอก ให้เลือกอ่านหนังสือดีกว่าเพราะว่าอ่านไปสักแปบนึง ก็จะรู้สึกง่วง และเมื่อรู้สึกง่วงนอน ก็ค่อยกลับไปที่ห้อง ปิดไฟ และเข้านอนซะ

4. อย่าเล่นโทรศัพท์มือถือหรือดูโทรทัศน์ก่อนนอน และพยายามหลบหลีกแสงสว่าง

แสงสว่างนั้น จะก่อให้สมองของพวกเรามีความรู้สึกว่า “ขณะนี้ยังสว่าง ยังไม่สมควรนอน” ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้อเสนอแนะ คงเป็นการลดแสงในบ้านลงให้เหลือประมาณครึ่งเดียวเพื่อทำให้พวกเราคิดว่า “ในขณะนี้กำลังจะมืด พวกเราควรเข้านอน” เนื่องจากร่างกายจะหลั่งสารที่ชื่อ เมลาโทนิน (Melatonin) ออกมา เมื่อร่างกายทราบว่ากำลังอยู่ในตอนเวลาเย็น เพื่อช่วยทำให้หลับได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น การเล่นโทรศัพท์หรือดูโทรทัศน์นั้นจะมีผลให้ร่างกายจำต้องพบกับแสงสีฟ้าจากจอ ซึ่งจะไปกระทบกับการหลั่งของสาร “เมลาโทนิน” ด้วย

5. งดเว้นกาแฟ

การดื่มกาแฟภายหลังการกินมื้อค่ำนั้นเป็นสิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยทำ แต่กระบวนการทำอย่างนี้ อาจจะช่วยให้หลับ มันจะเป็นการนอนที่ไม่ใช่การ “หลับลึก” ซึ่งแสดงว่ารายการจะมิได้รับการพักผ่อนหย่อนใจอย่างเพียงพอ รวมทั้งจะมีผลให้เกิดปัญหา “ง่วงหงาวหาวนอน” รวมทั้งต้องการจะดื่มกาแฟในยามรุ่งเช้าทีละหลายๆ แก้ว จนถึงจะเริ่มเป็น “วงจร” ขึ้นมา…ซึ่งหากทำไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็อาจจะเสพติด และหยุดยาก

6. ดื่มเหล้าก็ไม่ได้ช่วยนะ

การดื่มแอลกอฮอลเพื่อหลับนั้นเป็นความเชื่อที่ไม่ถูก เพราะว่าถึงแม้ว่าจะหลับลึก แต่ว่าการ “หลับลึก” นี้เป็นการ “หลับลึก” ที่ปลอม เพราะว่า ถึงแม้จะหลับไปแล้ว แต่เราก็มีความเป็นไปได้ว่าคุณจะตื่นกลางดึกกลางดื่นแน่ๆ เพราะว่าอาจจะรู้สึกกระหายอยากกินน้ำหรือเนื่องจากว่าเหตุผลอื่น ก็มีอีกเหตุผลที่เป็นกระบวนการทำให้ตนเองหลับด้วยแอลกอฮอลนั้น เป็นการนอนแบบไม่ใช่ธรรมชาติ ด้วยเหตุนั้นมันบางทีอาจจะไม่ใช่การพักผ่อนหย่อนใจที่ถูกซะทีเดียว

หากคนไหนมีโอกาสทดลองกลเม็ดเหล่านี้ไปใช้ มาบอกผลกันด้วยนะ ว่าเวิร์คหรือไม่ หรือถ้าเกิดมีข้อเสนอแนะแบบอื่นที่ตนเองใช้ ก็เอามาแชร์กันได้นะ