Archive สิงหาคม 2019

พฤติกรรมทำร้ายสุขภาพที่ส่งผลเทียบเท่าสูบบุหรี่

โทษของบุหรี่ อันตรายแค่ไหนเชื่อว่าคงพอรู้กันบ้างอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพราะพฤติกรรมที่เราทำกันจนชินอย่าง 6 ข้อนี้ ก็เสี่ยงต่อสุขภาพได้เทียบเท่าการสูบบุหรี่แม้จะไม่เคยสูบสักมวน !

ควันบุหรี่มือสองที่ว่าอันตรายพอ ๆ กับสิงห์อมควัน ยังไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ทำลายสุขภาพเราได้หรอกนะคะ แต่ยังมีพฤติกรรมที่ถ้าบอกไปหลายคนคงนึกตกใจกันบ้างว่า 6 ความเคยชินเหล่านี้น่ะเหรอที่ทำร้ายสุขภาพเราได้เทียบเท่าการสูบบุหรี่ !

1. นั่งทั้งวัน

สถาบัน Alberta Health Services-Cancer Care ประเทศแคนาดา เผยว่า การนั่งอยู่กับที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน อย่างการนั่งทำงานในออฟฟิศ หรือการขับรถทางไกล ก็ทำลายสุขภาพเราได้หลายต่อ ทั้งโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด โดยมีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคนี้เฉลี่ยปีละเกือบ 160,000 ราย คำนวณแล้วก็พบว่าความเสี่ยงโรคมะเร็งดังกล่าวถือเป็น 2 ใน 3 ของความเสี่ยงโรคมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่เลยทีเดียว

ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ห่างไกลจากโรคมะเร็งทั้งหลาย เราก็ควรลุกยืดเส้นยืดสายบ่อย ๆ หรือลองนั่งทำงานบนลูกบอลโยคะ บนบาร์ที่ต้องยืนทำงานดูบ้างก็ได้

2. บริโภคเนื้อสัตว์และอาหารประเภทไขมันมากเกินไป

เนื้อสัตว์อุดมไปด้วยโปรตีนก็จริง แต่โปรตีนเหล่านี้มี IGF-1 ฮอร์โมนที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งได้ และผลการศึกษาจาก University of Southern California ก็พบว่า คนที่รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะในช่วงวัยกลางคน จะมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคมะเร็งมากกว่าคนที่ไม่ค่อยได้รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า และความเสี่ยงนี้ก็เทียบเท่ากับคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำเลยด้วย

ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง นักวิจัยแนะนำให้ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ให้น้อยลง แล้วหันมารับโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วหรือเต้าหู้เแทน หรืออย่างน้อยควรรับประทานผักและผลไม้ให้ได้ทุกมื้อ แค่นี้ก็จะช่วยลดปริมาณเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อไปได้บ้าง

3. ทำอาหารด้วยแก๊ส

ผลการศึกษาจาก Environmental Health Perspectives เมื่อปี 2013 พบว่า ผู้ที่ทำอาหารด้วยเตาแก๊สเป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ไม่ต่างจากควันบุหรี่มือสอง เนื่องจากแก๊สธรรมชาติเหล่านี้ประกอบไปด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ และฟอร์มาดีไฮด์ ซึ่งทุกครั้งที่เราประกอบอาหาร เราก็มีโอกาสจะสูดดมสารอันตรายเหล่านี้เข้าไปด้วยนั่นเอง

ทว่าหากจะลดความเสี่ยงก็ไม่ยาก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดเครื่องดูดควัน ซึ่งจะช่วยดูดเอาสารพิษจากการแก๊สออกไปได้พอสมควร และหากเป็นไปได้ ควรทำอาหารในที่โล่ง โปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วยนะคะ

4. ใช้น้ำมันผิดประเภท

แม้จะประกอบอาหารด้วยเตาไฟฟ้าก็ใช่ว่าจะรอด เพราะหากคุณยังใช้น้ำมันประกอบอาหารผิดประเภทอยู่ละก็ ความเสี่ยงต่อโรคภัยชนิดเดียวกับโทษของบุหรี่ก็อาจมาเยือนได้ เนื่องจากผลการศึกษาในแวดวงร้านอาหารและแวดวงห้องครัวพบว่า เมื่อนำน้ำมันถั่วเหลืองมาใช้ทอดอาหารและตั้งน้ำมันด้วยอุณหภูมิที่ร้อนจัด อาจนำมาซึ่งสารอัลดีไฮด์ และสารพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่พบในมวนบุหรี่ !

ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมอนามัยและกระทรวงสาธารณสุขยังแนะนำมาด้วยว่า เราควรเลือกน้ำมันสำหรับปรุงอาหารให้ถูกประเภท โดยอาหารประเภททอด ต้องใช้ความร้อนสูง ควรใช้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันหมู ซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ไม่ทำให้เหม็นหืด และไม่มีความหนืดจากสารโพลีเมอร์อย่างน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงอย่างน้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันมะกอก เป็นต้น

ส่วนอาหารประเภทผัดหรือทำสลัด ควรใช้น้ำมันที่มีกรดไม่อิ่มตัวสูง อย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันอะโวคาโด ซึ่งนอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษที่จะเกิดขึ้นจากการประกอบอาหารด้วยน้ำมันผิดประเภทแล้ว การใช้น้ำมันถูกประเภทอาหารยังช่วยให้รสชาติอาหารอร่อยขึ้นได้ด้วยนะคะ อย่างไรก็ตามการทานไขมันมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้นควรทานในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกทานน้ำมันให้หลากหลาย อย่าบริโภคน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป

อ้อ ! และทางที่ดีควรติดตั้งเครื่องดูดควันเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากควันและไอน้ำมันอีกทางด้วยล่ะ

5. นอนไม่พอ

การนอนไม่พอหรือนอนไม่หลับเรื้อรังนำมาซึ่งความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคสโตรก ความดันเลือดสูง โรคอ้วน และโรคเรื้อรังอื่น ๆ นอกจากนี้ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งยังเผยว่า ภาวะนอนไม่หลับพบได้บ่อยในกลุ่มสิงห์อมคว%

ออกกำลังกายอย่างหนัก สุขภาพแย่ลง

สัญญาณอันตราย เมื่อคุณออกกำลังกาย “มากเกินไป”

1. รู้สึกอ่อนเพลีย หมดแรง ไม่กระปรี้กระเปร่า

2. ภูมิคุ้มกันลดลง จากการใช้พลังงานในร่างกายมากเกินไป และพักผ่อนไม่เพียงพอ

3. อารมณ์ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบาน เพราะมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่จำเป็น “ต้องทำ” และกดดันตัวเองให้ทำ มากกว่าจะมองว่าเป็นการผ่อนคลาย

4. นอนไม่หลับ มีเรื่องให้คิด หรือจิตใจไม่สงบ ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา

5. อารมณ์แปรปรวน ไม่มั่นคง หงุดหงิดงุ่นง่านมากขึ้น

6. ปวดเมื่อย ทรมานไปทั้งตัว หรือเฉพาะส่วนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก และส่วนที่สึกหรอหรือบาดเจ็บ ไม่ได้รับการเยียวยารักษา หรือซ่อมแซม

7. กระหายน้ำมากผิดปกติ เหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเป็นลมหมดสติ

 


โทษของการออกกำลังกายมากเกินไป

1. ร่างกายมีความผิดปกติ เจริญเติบโตไม่เต็มที่ หรือหยุดการเจริญเติบโต

2. รูปร่างภายนอกดูดี แต่ระบบร่างกายภายในกลับรวน เช่น ประจำเดือนขาด มาไม่สม่ำเสมอ อวัยวะภายในร่างกายทำงานมากผิดปกติ

3. ในกรณีที่ทานโปรตีน หรือเวย์โปรตีนควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย หากไม่ควบคุมสารอาหารให้มีความสมดุล อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร รับโปรตีนมากเกินไป ส่งผลให้ตับ และไตทำงานหนัก

4. กล้ามเนื้อบริเวณที่ออกกำลังกายอาจเกิดอาการบาดเจ็บ หากไม่หยุดทำการรักษา อาจถึงขั้นพิการ และใช้งานไม่ได้ตลอดชีวิต เช่น กล้ามเนื้อหัวไหล่ นิ้วมือ เข่า ข้อศอก ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย ฯลฯ

5. หากไม่ได้ตรวจร่างกายก่อนออกกำลังกาย และเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้มีความผิดปกติ หรือโรคภัยอะไรร้ายแรง แล้วหักโหมออกกำลังกายอย่างหนัก อาจเป็นการกระตุ้นให้โรคนั้นๆ กำเริบเร็วขึ้น เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น

ดังนั้น เราควรออกกำลังกายแต่พอดี ในระดับที่เหมาะสมกับร่างกายของเรา วัยของเรา นอกจากนี้ยังต้องทานอาหารให้ครบหมู่ อย่าทานแต่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเวลานานๆ เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย

สุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อจะได้มีแรง และพลังงานมาใช้ในการออกกำลังกายต่อไป หากเกิดอาการผิดปกติเมื่อไร ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที เท่านี้คุณก็ออกกำลังกายอย่างมีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริงแล้วล่ะค่ะ